nick-eng
จำนวนการดูหน้าเว็บรวม
วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554
Preposition
- บุพบท
บุพบท คือ คำเชื่อระหว่างกริยา, นาม,
สรรพนาม หรือ คำอื่ใด เพื่อบอกสถานที่,
เวลา, ทิศทาง
และอื่นๆ แบ่งตามลักษณะได้ 4 ประการ
1. Simple preposition = บุพบทคำเดียว
at
ที่ by โดย, ข้าง down ลง for เพื่อ, เป็นเวลา
form จาก
in ใน
on บน
of ของ
off หมด past ผ่าน round รอบๆ to ถึง, เพื่อจะ
through ผ่านทะลุ till จนกระทั่ง since ตั้งแต่ up ขึ้น
with กับ, ด้วย until จนกระทั่ง
2. Compound Preposition - บุพบทผสมตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป
about เกี่ยวกับ above เหนือ
along ตาม around
แถวๆ นี้
across ข้าม against ต่อต้าน
after ภายหลัง among ระหว่าง
between ระหว่าง before ก่อน behind ข้างหลัง
beside ด้านข้าง
below ด้านล่าง
into เข้าไปใน
inside ข้างใน outside
ข้างนอก
over เหนือ, บน
opposite ตรงข้าม out of
ออกจาก towards ตรงไปยัง
under ใต้ underneath ภายใต้
without ปราศจาก
3. Participial Preposition - บุพบทที่มีรูป -ing
barring
เว้นแต่, นอกจากว่า
concerning เกี่ยวกับ, บอกว่า
considering
เกี่ยวกับ
during ระหว่าง
(ใช้กับเวลา)
pending
ระหว่าง
regarding เกี่ยวกับ
respecting
เกี่ยวกับ
notwithstanding โดยไม่คำนึงถึง, แม้
4. Phrase Preposition = บุพบทวลี
according
to ตาม because
of เพราะว่า
by means
of โดยอาศัย by
reason เนื่องจาก
by way
of โดย, เพื่อ for the sake
of เพื่อ, เพื่อนเห็นแก่
Phrase
Preposition - บุพบทวลี
in accordance eith ตาม, ตามที่ in addition
to นอกจาก
in (on) behalf of ในนามขแง in case
of ถ้าหากว่า, ถ้า
in connection with เกี่ยวกับ in
compliance with ตาม
in consequence of ด้วยเหตุ, เพราะ
in course of ในระหว่าง
in favor of
เพื่อประโยชน์ของ in fornt
of ข้างหน้า
in lien of
แทนที่, แทน in order
to เพื่อที่จะ
in place of
แทนที่, แทน in reference
of เกี่ยวกับ
in regard
เกี่ยวกับ
in singht to ใกล้
in stead of
แทนที่, แทน in the event
of ถ้าหากว่า, ถ้า
on account of เนื่องจาก, โดยเหตุที่
owing to เนื่องจาก
with a view of เพื่อจะ, เพื่อ with an eye
to โดยมุ่งหมายเพื่อ
with reference to เกี่ยวกับ with
regard to เกี่ยวข้อง
สำนวนเกี่ยวกับเวลา
at
first ตอนแรก at
last ในที่สุด
at times
บางครั้ง, บางเวลา at
present ในปัจจุบัน
at once
ทันทีทันใด at the
same time ในเวลาเดียวกัน
all day long
ตลอดเวลา so
far จนถึงปัจจุบัน
in time
ทันเวลา on
time ตรงเวลา
from time to time เป็นบางครั้ง
คำกริยาบางคำใช้คู่กับบุพบทเสมอ
get up
ตื่นนอน get
on ขึ้นรถ
look at
มองดู
look for มองหา
look after
ดูแล
listen to ฟัง
turn on
เปิดไฟ
turn off ปิดไฟ
think of
คิดถึง
talk to คุยกับ
take care of
ดูแล, เอาใจใส่ wait
for รอคอย
(be)
afraid of กลัว
(be) angry with โกรธ
weak in
อ่อน (ในวิชา) good
at เก่ง (ในวิชา)
made from ทำจาก full
of เต็มไปด้วย
bored with
เบื่อ
fond of ชอบ
different from ต่างจาก similar
to คล้ายคลึงกับ
interested in
สนใจ
proud of ภูมิใตกับ
Preposition
ต่อไปนี้มีความหมายพิเศษและพบบ่อย
at table
ขณะรับประทานอาหาร at
work ขณะทำงาน
at play
ขณะเล่น at
war ในยามสงคราม
at peace
ในยามสงบ at
last ในที่สุด
at best
อย่างดีที่สุด at
worst อย่างเลวที่สุด
at
least อย่างน้อยที่สุด at
most อย่างมากที่สุด
by land
โดยทางบก by
sea โดยทางทะเล
by
air โดยทางอากาศ by
ship โดยเรือ
by bus
โดยรถประจำทาง by
car โดยรถยนต์
by day
ในเวลากลางวัน by
night ในเวลากลางคืน
by post
โดยทางไปรษณีย์ by
heart จำได้ขึ้นใจ
(ท่อง)
in sight
อยู่ในระยะที่มองเห็น in
fun โดยตลกเล่น
in play
ไม่เอาจริง in
a hurry โดยรีบด่วน
in private
เป็นการส่วนตัว in
all ทั้งหมด
in
fact ตามจริง in the
case ในกรณีนั้น
on business
ด้วยเรื่องการค้า on
purpose โดยจงใจ
on foot
โดยเท้า on
the average โดยเฉลี่ย
on the other
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง on my
account เกี่ยวกับฉัน
on pleasure
เพื่อความสนุก on one’s
way อยู่ในระหว่างการเดินทาง
on vacation
ในวันหยุด on
leave ระหว่างการลาพัก
out of order
ใช้การไม่ได้, เสีย out of
date ล้าสมัย
out of work ไม่มีงานทำ out of
stock ไม่มีอีก, หมดสต๊อค
วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554
งานชิ้นที่ 2
จงเติม in ,on, under ลงในช่องว่าง (เฉลยอยู่ด้านล่าง)
1.A cat is ..........the house.
2.A child is.......the zoo.
3.A lion is......the cage.
4.A rose is.......the vase.
5.A car is.......the tree.
6.A fish is ........the water.
7.Coffee is.......the cup.
8.A clock is.........the wall.
9.A picture is.......the door.
10.a cat is..........the roof.
.......................................................
เฉลย
1.in
2.in
3.in
4.in
5.under
6.in
7.in
8.on
9.on
10.on
จงเติม in ,on, under ลงในช่องว่าง (เฉลยอยู่ด้านล่าง)
1.A cat is ..........the house.
2.A child is.......the zoo.
3.A lion is......the cage.
4.A rose is.......the vase.
5.A car is.......the tree.
6.A fish is ........the water.
7.Coffee is.......the cup.
8.A clock is.........the wall.
9.A picture is.......the door.
10.a cat is..........the roof.
.......................................................
เฉลย
1.in
2.in
3.in
4.in
5.under
6.in
7.in
8.on
9.on
10.on
เรียนรู้ประโยคในภาษาอังกฤษ
Learning Sentences In English
By
Phramaha Surasak Suramedhi ,President of English Club
(B.A. in English(3rd Years) MCU.NM., B.B. DOU, USA.(In progress) )
เมื่อกล่าวถึงเรื่อง Sentence ในภาษาอังกฤษแล้ว ก็อาจจะเป็นที่เข้าใจได้ทันที(สำหรับผู้ที่เคยผ่านหูผ่านตามา) ว่า คำว่า “Sentence” นี้ ก็คือประโยคในภาษาไทยนั่นเอง ประโยคในภาษาไทยและภาษาอังกฤษนั้น มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก ทั้งรูปแบบโครงสร้างประโยค การเรียงประโยค จึงอาจทำให้ผู้ที่เข้าใจภาษาไทย สามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่จะได้ทำการจำแนกแบ่งซอย Sentence(ประโยค) ขอนำคำนิยามความหมายที่ปรากฏอยู่ในพจนานุกรมหลายเล่มมาประมวลเอาไว้พอสังเขปดังนี้
“ Sentence is group of words that you put together to tell an idea or ask a question.”
(Oxford Basic English Dictionary,1981:247)
“ Sentence is a word or a group of syntactically related words that states, asks, commands, or exclaims something conventional unit of connected speech or writing, usually containing a subject and a predicate: in writing, a sentence begins with a capital letter and concludes with an end of mark (period, question mark, etc.), and concludes with any various final pitches and a terminal juncture.” (Webster’s New World Dictionary,1988:1223)
“ Sentence is a group of words, which they are written down, begin with a capital letter and end with a full stop, question mark, or exclamation mark. Most of sentence contain a subject and a verb.” ( Collins Cobuild English Dictionary,1995:287)
จากคำนิยามความหมายของ Sentence (ประโยค) ข้างต้นนี้ ทำให้สามารถสรุปได้ว่า
Sentence(ประโยค) หมายถึง กลุ่มคำที่ประกอบด้วยภาคประธาน และภาคขยายประธาน ที่เรียงประกอบเข้าด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ โดยแสดงข้อความที่มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
Sentence (ประโยค) โดยทั่วไปแล้วจะประกอบด้วย ภาคประธาน (Subject) และภาคขยายประธาน หรือภาคแสดง (predicate) ตัวอย่างเช่น
I am a monk.
ผมเป็นพระ
ภาคประธาน (Subject) คือ I
ภาคขยายประธาน หรือภาคแสดง (predicate) คือ am a monk
Mahachulalongkornrajavidyalaya university is the Buddhist university.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนา
ภาคประธาน (Subject) คือ Mahachulalongkornrajavidyalaya university
ภาคขยายประธาน หรือภาคแสดง (predicate) คือ is the Buddhist university
ฯลฯ
Sentence (ประโยค) ในภาษาอังกฤษ ท่านได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. Simple Sentence ( ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค)
2. Compound Sentence ( ประโยคความรวม หรืออเนกัตถประโยค)
3. Complex Sentence ( ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค)
4. Compound – Complex Sentence ( ประโยคความผสม หรือ อเนกัตถสังกรประโยค)
ต่อไปก็จะได้กล่าวถึงความหมายและรายละเอียด กฎเกณฑ์ของ Sentence (ประโยค) แต่ละข้อ
ที่ได้กล่าวมาแล้ว ตามลำดับดังต่อไปนี้
1. Simple Sentence แปลว่า ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค หมายถึง ข้อความที่พูด
ออกไปแล้ว มีใจความเดียว ไม่กำกวม สามารถเข้าใจเป็นอย่างเดียวกันระหว่างผู้พูดและผู้ฟัง เป็นประโยคที่มีประธานตัวเดียว และกิริ ยาตัวเดียว
ตัวอย่างเช่น
-Venerable Tawan is my friend.
ท่านตะวันเป็นเพื่อนของผม
- Buddhism is one of the great world religions.
พระพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในบรรดาศาสนาโลกที่ยิ่งใหญ่
หมายเหตุ : พึงสังเกตประโยคแต่ละประโยคข้างต้นเหล่านี้ จะเห็นว่าแต่ละประโยคจะมีประธาน
ตัวเดียว และกิริยาตัวเดียว จึงทำให้สามารถทราบได้ว่าเป็น Simple Sentence (ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค) ตามความหมาย และกฎเกณฑ์ข้างต้น
นอกจากนั้นแล้ว Simple Sentence (ประโยคความเดียว หรือเอกัตถประโยค) ยังสามารถแบ่งเป็น
ประโยคย่อยๆ ได้อีก 6 รูปแบบ ดังนี้คือ
1. ประโยคบอกเล่า ( Affirmative Sentence)
2. ประโยคปฏิเสธ ( Negative Sentence )
3. ประโยคคำถาม ( Interrogative Sentence )
4. ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ (Negative Question Sentence)
5. ประโยคข้อร้องหรือบังคับ ( Imperative Sentence)
6. ประโยคอุทาน (Exclamation Sentence)
ก่อนอื่นก็ขอเริ่มต้นอธิบายเป็นลำดับไปดังนี้
1. ประโยคบอกเล่า ( Affirmative Sentence) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความบอกเล่าตามธรรมดา
ไม่อยู่ในรูปคำถาม ปฏิเสธ อุทาน หรือ ขอร้องและบังคับ
ตัวอย่างเช่น
- I am studying at a university in Nakornratchasima province.
ผมกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา
- Wat Isaan is located in Nakornratchasima city.
วัดอิสานตั้งอยู่ในตัวเมืองนครราชสีมา
2. ประโยคปฏิเสธ ( Negative Sentence ) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความปฏิเสธ
ตัวอย่างเช่น
- The Pali language is not difficult for monks.
ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ไม่ยากสำหรับพระ
- Thailand is not the largest country in the world.
ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
3. ประโยคคำถาม ( Interrogative Sentence ) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความเป็นคำถาม เพื่อ
ต้องการทราบคำตอบ
ตัวอย่างเช่น
- Are you a monk ?
ท่านเป็นพระหรือ ?
- What is Buddhism?
พระพุทธศาสนาคืออะไร?
4. ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ (Negative Question Sentence) ได้แก่ประโยคที่มีเนื้อความเชิง
ปฏิเสธ ตัวอย่างเช่น
- Does not she believe in you?
หล่อนไม่เชื่อคุณหรือ?
- Why do not you do that again?
ทำไมคุณถึงไม่ทำมันอีกครั้ง?
5. ประโยคข้อร้องหรือบังคับ ( Imperative Sentence) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความขอร้องหรือ
บังคับให้กระทำ
ตัวอย่างเช่น
5.1 ประโยคที่มีเนื้อความขอร้อง เช่น
- I beg your pardon.
ผมขอโทษ
- You should follow my words.
ท่านควรทำตามคำพูดของผม
ฯลฯ
5.2 ประโยคที่มีเนื้อความบังคับ เช่น
- Do as my suggestion.
จงทำตามคำแนะนำของผม
- Open the door now.
จงเปิดประตูเดี๋ยวนี้
ฯลฯ
6. ประโยคอุทาน (Exclamation Sentence) ได้แก่ ประโยคที่มีเนื้อความเปล่ง
อุทานขึ้น มีทั้ง ตกใจ ปะหลาดใจ เศร้าใจ ดีใจ เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น
How nice she is !
หล่อนช่างดูดีจริงๆ !
What the hottest month it is!
มันช่างเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดอะไรเช่นนี้ !
ฯลฯ
2. Compound Sentence แปลว่า ประโยคความรวมหรืออเนกัตถประโยค หมายถึง ประโยคที่มีข้อความ 2 ข้อความมารวมกัน พูดง่าย ๆ คือ ประโยคความเดียว 2 ประโยคมารวมกัน แล้วเชื่อมด้วย co-ordinate conjunction (ตัวเชื่อมประสาน) ได้แก่ and, or, but, so, still, yet, etc. และ conjunctive adverb (คำวิเศษณ์เชื่อม) ได้แก่ however, meanwhile, therefore, otherwise, thus, etc.
2.1 Compound Sentence ( ประโยคความรวม หรืออเนกัตถประโยค) ที่เชื่อมด้วย co-ordinate conjunction (ตัวเชื่อมประสาน) ได้แก่ and, or, but, so, still, yet, etc.
ตัวอย่างเช่น
- Venerable Tawan can speak English and he can speak Loa.
ท่านตะวันสามารถพูดภาษาอังกฤษและสามารถพูดภาษาลาวได้
- Phramaha Charoen does not study Loa yet he can speak it.
พระมหาเจริญไม่ได้ศึกษาภาษาลาวถึงกระนั้นเขาก็สามารถพูดภาษาลาวได้
ฯลฯ
2.2 Compound Sentence (ประโยคความรวม หรืออเนกัตถประโยค) ที่เชื่อมด้วย conjunctive adverb (คำวิเศษณ์เชื่อม) ได้แก่ however, meanwhile, therefore, otherwise, thus, hence, nevertheless, etc.
ตัวอย่างเช่น
- Venerable Prakorng was ill, thus he went to see a doctor at a hospital.
ท่านประคองป่วยดังนั้นเขาจึงไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
- Jess comes to see me at a temple, meanwhile I teach her Buddhism.
เจสมาหาผมที่วัดระหว่างนั้นผมก็สอนพระพุทธศาสนาให้เธอด้วย
ฯลฯ
หมายเหตุ : จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า Compound Sentence เกิดมาจาก Simple Sentence 2 ประโยคมารวมกัน แล้วคั่นกลางประโยคทั้งสองด้วย co-ordinate conjunction (ตัวเชื่อมประสาน) และ conjunctive adverb (คำวิเศษณ์เชื่อม)
3. Complex Sentence แปลว่า ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค หมายถึง ประโยคที่มี
เนื้อความซับซ้อน ถ้าขาดเนื้อความใดเนื้อความหนึ่งแล้ว ทำให้เนื้อความไม่สมบูรณ์ จะใช้ตัวเชื่อมที่เรียกว่า sub - ordinate conjunction (คำเชื่อมแฝง) ได้แก่ if, before, because, as if, since, etc. และ relative pronoun(สัมพันธ์สรรพนาม) ได้แก่ who, what, where, that, which, etc.
3.1 Complex Sentence (ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค) ที่เชื่อมด้วย sub - ordinate conjunction (คำเชื่อมแฝง) ได้แก่ if, before, because, as if, since, etc.
ตัวอย่างเช่น
- Before I go out, I would like to leave my messages.
ก่อนที่ผมไป ผมอยากจะทิ้งข้อความของผมเอาไว้
- Venerable Somporn talks as if he was able to speak English.
ท่านสมพรพูดราวกับว่าเขาสามารถพูดภาษาอังกฤษได้
3.2 Complex Sentence (ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค) ที่เชื่อมด้วย relative pronoun (สัมพันธ์สรรพนาม) ได้แก่ who, what, where, that, which, etc.
ตัวอย่างเช่น
The monk who is standing over there is my friend.
พระผู้ซึ่งกำลังยืนอยู่ที่นั่นคือเพื่อนของผม
The monk whose book was stolen is student.
พระผู้ซึ่งหนังสือของเขาถูกขโมยคือนักเรียนของผม
ฯลฯ
หมายเหตุ : จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า Complex Sentence (ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค) เชื่อมด้วย sub - ordinate conjunction (คำเชื่อมแฝง) ได้แก่ if, before, because, as if, since, etc. และ relative pronoun (สัมพันธ์สรรพนาม) ได้แก่ who, what, where, that, which, etc. เพื่อทำให้สองประโยคมีความหมายที่สมบูรณ์
4. Compound – Complex Sentence แปลว่า ประโยคความผสม หรือ อเนกัตถสังกรประโยค
หมายถึง ประโยคที่มีเนื้อความหลายเนื้อความมาอยู่รวมกัน โดยไม่จัดเข้าเกณฑ์ตามแบบประโยคที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น หรืออาจกล่าวง่ายๆ ว่า ไม่จัดเข้าพวก ทั้งสามประโยคที่กล่าวมาข้างต้น และมีกฎเกณฑ์สลับซับซ้อน
ตัวอย่างเช่น
- Venerable Kitti can not remember whose book it is, so he asks his friend.
ท่านกิตติไม่สามารถจำว่าหนังสือนี้เป็นของใครได้ ดังนั้นเขาจึงถามเพื่อนของเขา
- Venerable Manop does not understand what teacher explains, yet he writes it down in his note book.
ท่านมานพไม่เข้าใจในสิ่งที่ครูกำลังอธิบาย ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็ได้จดมันไว้ในสมุดจดบันทึกของเขา
ฯลฯ
หมายเหตุ : จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่า compound - complex sentence (ประโยคความผสมหรือสังกรอเนกัตถประโยค) มีประโยคเล็กที่เรียกว่า clause (อนุประโยค) แทรกเขามาท่ามกลาง Compound Sentence (ประโยคความรวมหรืออเนกัตถประโยค)
สรุป
Sentence หมายถึง กลุ่มคำที่ประกอบด้วยภาคประธาน และภาคขยายประธาน ที่เรียงประกอบเข้าด้วยกันอย่างเป็นระเบียบ โดยแสดงข้อความที่มีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง
Sentence (ประโยค) ในภาษาอังกฤษ ท่านได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. Simple Sentence (ประโยคความเดียวหรือเอกัตถประโยค) แบ่งออกเป็น6คือ
1.1 ประโยคบอกเล่า (Affirmative Sentence)
1.2 ประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence )
1.3 ประโยคคำถาม (Interrogative Sentence)
1.4 ประโยคคำถามเชิงปฏิเสธ (Negative Question Sentence)
1.5 ประโยคข้อร้องหรือบังคับ ( Imperative Sentence)
1.6 ประโยคอุทาน (Exclamation Sentence)
2. Compound Sentence (ประโยคความรวม หรืออเนกัตถประโยค)
3. Complex Sentence (ประโยคความซ้อน หรือสังกรประโยค)
4. Compound – Complex Sentence (ประโยคความผสม หรือ อเนกัตถสังกรประโยค)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)